Ads

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558

บทที่ 1 เก้าสิบหกชนิดบนรถไฟด่วนสายมรณะ




เวรหรือกรรมใดก็ไม่ทราบที่มาดลบันดาลให้ดิฉันทำอะไรผิดพลาดอย่างมหันต์ถึงขนาดนั้น ดิฉันปฏิเสธไม่ได้ว่าตนเองไม่ได้มีส่วนในการทำลายชีวิตของบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าพร้อมบุตรชายอีกสองคนของตัวเองไป ชาวโลกคงเข้าใจว่าดิฉันไม่ทราบ แต่ความรู้สึกอันปวดร้าวในส่วนลึกมันย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาว่า ดิฉันรู้เห็นเหตุการณ์ดีและก็น่าจะช่วยชีวิตของคนเหล่านั้นเอาไว้ได้ แต่อนิจจา...

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1944 ภายหลังจากจอมเผด็จการฮิตเล่อร์สั่งบุกโปแลนด์ได้เกือบห้าปี  ตอนนั้นตำรวจลับ เกสตาโป ของเยอรมันได้เข้าไปมีอิทธิพลทั่วทุกหนทุกแห่ง ประเทศเยอรมันได้กลายเป็นประเทศมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพราะผลจากการแย่งชิงริบเอาทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลไปจากชาวยุโรป ขณะนั้นเยอรมันได้แผ่อิทธิพลเข้าไปครอบครองพื้นที่ยุโรปถึงสองในสาม

พวกเราอยู่ที่เมืองครูซ เมืองหลวงของแค้วนทรานซิลวาเนีย ซึ่งในขณะนั้นมีประชากร 1 แสนคน เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศโรมาเนีย แต่ตามข้อตกลงกรุงเวียนนาปี ค.ศ. 1940 ได้เปลี่ยนมือไปเป็นเมืองขึ้นของประเทศฮังการี ซึ่งก็เป็นหนึ่งในประเทศ บริวารกลุ่มใหม่(New Order) ของประเทศเยอรมันนั่นเอง   

ความจริงแล้วคนเยอรมันได้กลายเป็นนายเหนือหัวของประเทศบริวารเหล่านี้เลียละมากกว่า แม้ว่าสมัยนั้นไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้ แต่เรากลับมีความรู้สึกว่าความคาดหมายคงเป็นจริงในไม่ช้านี้ อย่างไรก็ตามเราก็พยายามเก็บความรู้สึกเกรงกลัวเอาไว้ ยังคงออกไปปฏิบัติงานประจำวันกันตามปดติ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการพบปะกับชาวเยอรมัน เพราะเราทราบดีว่าไม่มีวันที่จะได้รับความเมตตาปรานีจากชาวเยอรมันผู้โหดเหี้ยม ซึ่งก็ไม่เพียงแต่ผู้ชายเยอรมันเท่านั้น แม้แต่ผู้หญิงก็มีลักษณะเหมือนๆกัน ซึ่งเราเรียนรู้ในภายหลังว่ามีความโหดเหี้ยมไม่แพ้ผู้ชาย เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่มีใครมาเล่าถึงความโหดเหี้ยมให้ได้ยินเท่านั้นเอง

สามีของดิฉันชื่อ ไมครอส เลงเยล เป็นทั้งเจ้าของและผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อ สถานพยาบาลหมอเลงเยล ซึ่งลักษณะของโรงพยาบาลเป็นอาคารสองชั้นทันสมัย จุเตียงคนไข้ได้ 70 เตียง เราสองคนได้สร้างกันขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1937 สามีของดิฉันเคยเรียนวิชาแพทย์ที่กรุงเบอร์ลินประเทศเยอมมัน ขณะที่เรียนอยู่นั้นก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่เปิดคลินิกรักษาคนป่วยเพื่อการกุศลด้วย เขาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทั่วไปและนรีเวชศาสตร์ ชอบอุทิศตนให้กับวิชาชีพ จนเป็นที่นับถือและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง 

แต่เขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องการเมือง แม้ว่าจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเรากำลังตกอยู่ในห้วงชะตากรรมที่ต้องเผชิญกับมหาภัยรอบด้านที่จะต้องพยายามฟันฝ่าต่อสู่กับมันอยู่เสมอก็ตาม แต่ความเป็นจริงแล้วเขาแทบไม่มีเวลาว่างพอที่จะสนใจเหตุการณ์ภายนอกมากนัก ทั้งนี้เพราะวันหนึ่งๆมีคนไข้ที่จะต้องให้การดูแลรักษาถึง 120 ราย ต้องขลุกอยู่ในห้องผ่าตัดตั้งแต่เช้าจนกระทั่งดึกดื่น ขณะนั้นเมืองครูซเป็นเมืองที่กำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราต่างรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสดำเนินกิจการโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนี้

ส่วนตัวดิฉันเองนั้นก็ได้อุทิศตนเพื่อการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ ดิฉันเคยศึกษาวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยเมืองครูซมา จึงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นศัลยแพทย์ผู้ช่วยมือหนึ่งของสามีได้ ซึ่งก็ได้ทำงานสารพัดในโรงพยาบาลมาตลอด นับตั้งแต่มีส่วนในการออกแบบตกแต่งภายใน ตลอดจนทำหน้าที่นัดหมายคนไข้ให้สามี แม้ว่าจะมีอาชีพทำงานนอกบ้านอย่างไรแต่มันก็ไม่เป็นสิ่งน่าภาคภูมิใจมากเท่ากับการมีครอบครัวเล็กๆที่แสนดี 

เรามีบุตรชายด้วยกันสองคน คนหนึ่งชิ่อ โธมัส อีกคนหนึ่งชื่อ อาร์วัด ดิฉันเคยคิดว่าคงไม่มีใครมีความสุขเท่ากับเราอีกแล้ว ในบ้านพักของเรามีบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้ากับปู่ของดิฉันมาอยู่ด้วย สำหรับคุณปู่นั้นท่านชื่อ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เอลเฟ อลาดาร์ ซึ่งเป๋นแพทย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งมาก่อน

ในช่วงปีแรกๆที่เกิดสงครามนั้น เราอยู่กันอย่างสงบสุข แต่เมื่อได้ทราบข่าวชัยชนะไม่มีสิ้นสุดของกองทหารนาซีก็ต่างรู้สึกตื่นตระหนก เพราะเมื่อกองทหารอาสาสมัครไรค์ซีเวร์ของเยอรมันบุกยึดสถานที่ต่างๆได้มากขึ้นๆประดานายแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งศัลยแพทย์เก่งๆที่จะทำหน้าที่ให้บริการรักษาแก่พลเรือนก็มีจำนวนลดน้อยลงไปทุกทีๆ ส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ตามแนวรบ 

สามีของดิฉันแม้ว่าตามปกติจะเป็นคนสุขุมเงียบขรึม แต่ก็อดที่จะวิพากษ์วิจารณ์การกระทำอย่างไร้มนุษยธรรมของทหารเยอรมมันในสมัยนั้นไม่ได้ แม้ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กับคนใกล้ชิดเท่านั้นก็ตาม แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น เราไม่มีทางทราบได้เลยว่าใครเป็นใคร ซึ่งบางทีคำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวอาจไปเข้าหูทหารเยอรมันบ้างก็ได้ แต่ถึงอย่างรตามเจ้าหน้าที่ในเมืองครูซก็ยังไม่ได้จัดการอะไรกับสามีของดิฉัน ยังคงปล่อยให้อยู่เป็นปกติสุขต่อไป

ในช่วงฤดูหนาวปี ค.ศ. 1939 เราได้ทราบระแคะระคายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนที่พวกนาซีเข้ายึดครอง เพราะในขณะนั้นเราได้จัดที่พักอาศัยให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์ ที่หลบหนีจากบ้านเกิดเมืองนอนมาภายหลังจากกองทัพโปแลนด์ถูกกองทัพนาซีปิดล้อม ก็ได้ฟังคนเหล่านี้เล่าเรื่องต่างๆเลยเกิดความเห็นอกเห็นใจอยากช่วยเหลือเขาในยามตกทุกข์ได้ยาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ถึงกับปักใจเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ฟังมา เพราะคิดว่าพวกเขาอาจจะตีโพยตีพายพูดเกินความจริงไปก็ได้

ในปลายปี ค.ศ. 1943 ก็ได้ทราบข่าวอันน่าสะพรึงกลัวว่า มีการสังหารหมู่ในค่ายกักกันเชลยในประเทศเยอรมัน แต่อีกนั้นแหละก็ยังไม่เชื่อทันทีว่า เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นจะมีอยู่จริง  ซึ่งก็คงเหมือนกับท่านผู้อ่านที่กำลังติดตามเรื่องราวที่ดิฉันกำลังเล่าอยู่นี้ หลายท่านคงจะไม่ยอมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงใช่ไหมคะ

ในช่วงนั้นเราคงเห็นว่าประเทศเยอรมันเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่ง กำลังเผยแพร่วัฒนธรรมอันสูงส่งนี้ออกไปสู่ประเทศต่างๆในโลก หากเรื่องโหดเหี้ยมทารุณที่เล่าลือกันนั้นเป็นจริงแล้ว ก็คงเป็นการกระทำอันป่าเถื่อนของคนบ้าๆกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงหยิบมือเดียว มันคงไม่ใช่นโยบายระดับชาติของเยอรมันที่จะสั่งการให้ทำเช่นนั้น เราชื่อว่าประเทศเยอรันคงไม่มีแผนครอบครองโลก เห็นไหมคะว่าในช่วงเวลานั้นเรามีความเข้าใจประเทศเยอรมันน้อยมากทีเดียว

นายทหารเยอรมันยศพันตรีคนหนึ่งจากกองทัพส่วนหน้าซึ่งเคยมาพักอยู่ที่บ้านเราได้เล่าถึงความโหดร้ายทารุณที่ประเทศของเขากระทำต่อประเทศต่างๆในยุโรป แต่กระนั้นก็ตาเราก็ยังไม่เชื่อว่าเป็นความจริง ดิฉันกลับเข้าใจไปว่านายทหารมีการศึกษาดีผู้นี้คงจะพยายามหลอกเราให้ตื่นตระหนกไปเล่นๆไปอย่างนั้นเอง เราเลยพยายามแยกตัวไม่สุงสิงด้วย 

จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งเขาได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการจะปรึกษาหารืออะไรบางอย่างด้วย ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ต้องการจะพูดคุยกับเราเท่านั้นเอง ซึ่งยิ่งพูดเขายิ่งแสดงความขมขื่นและอิดหนาระอาใจ โดยเล่าว่าเมื่อได้รับคำสั่งให้ไปประจำการในประเทศใด ก็สังเกตได้ว่าทั่วทุกหนทุกแห่งประชาชนของประเทศนั้นๆจะมองเขาด้วยดวงตาที่แสดงออกถึงความจงเกลียดจงชัง แม้แต่สมาชิกในครอบครัวของเขาเองก็มักต่อว่าต่อขานว่า สิ่งของที่เขาคดโกงปล้นชิงได้แล้วส่งกลับไปให้ครอบครัวที่บ้านเยอรมันนั้นมันน้อยไป ซึ่งแตกต่างจากทหารเยอรมันคนอื่นๆไม่ว่าจะเป็นพลทหารหรือนายทหารต่างก็ส่งของมีค่ากลับไปบ้านของตนมากมาย ซึ่งมีทั้งทองคำ เพชรพลอย เสื้อผ้า ศิลปวัตถุ และอาหารแห้งต่างๆ

ดิฉันได้ฟังนายทหารผู้นี้เล่าให้ฟังถึงความอัดอั้นตันใจในตอนที่เขาสั่งทหารในบังคับบัญชาให้เดินไปตามถนน ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยซากศพที่ถูกแขวนห้อยโตงเตงแลดูน่าเกลียดน่ากลัว เขาได้เล่าต่อไปว่า ทหารเยอรมันได้สร้างรถบรรทุกชนิดหนึ่งไว้สำหรับสังหารคนด้วยก๊าซพิษ ทั้งยังได้สร้างค่ายขนาดมหึมาไว้สังหารชนกลุ่มน้อยซึ่งมีจำนวนนับล้านๆคน

ต่อมาสิ่งที่เราพากันวิตกและหวาดผวาก็มาถึง มันเป็นเหตุการณ์ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าเป็นสิ่งเตือนภัยอย่างหนึ่ง เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นในตอนต้นปี ค.ศ. 1944 คือวันหนึ่งสามีของดิฉันถูกเชิญไปที่สถานีตำรวจโดยเจ้าหน้าที่หน่วย เอเอส เป็นผู้ทำการสอบสวน สามีถูกตั้งข้อหาว่าบอยคอตผลิตภัณฑ์ยาของเยอรมันในโรงพยาบาล

สมัยนั้นมีผู้แทนของบริษัทไบเอร์เยอรมัน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่เป็นสมาชิกลับของหน่วยสืบราชการเอสเอส ได้เข้ามาอยู่ในทรานซิลวาเนีย ซึ่งพวกนี้เข้ามาในรูปของผู้แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว หรือไม่ก็มาเพื่อขยายกิจการค้าของบริษัทไบเอร์ คนพวกนี้ได้สร้างข่ายงานจารกรรมในด้านต่างๆตอนนั้นข่าวลือแพร่สะพัดทั่วไปว่า มีเอสเอสกลุ่มหนึ่งคอยติดตามความเคลื่อนไหวของชายคนหนึ่ง เป็นเจ้าของโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองครูซ โดยสงสัยว่าชายคนนี้เป็นศัตรูของประเทศเยอรมัน ซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือสามีของดิฉันนี่เอง

นับว่าโชคยังเข้าข้างเราอยู่ที่คุณหมอเลงเยลสามีของดิฉันสามารถให้ปากคำได้ดีพอสมควร จึงได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกหน่วยเอสเอสเล่นงาน เราเห็นพ้องต้องกันว่า ที่สามีถูกสอบปากคำคราวนี้ก็เพราะมีคนคอยส่อเสียดและปรักปรำ ซึ่งมั่นใจว่าคงจะเป็นคนงานกลุ่มหนึ่งที่เคยทำงานในโรงพยาบาลของเรานั่นเอง

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราต้องระมัดระวังตัวเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ครั้งต่อไปที่จะติดตามมา แต่เราก็คาดการณ์ไม่ออกว่า นายเหนือหัวชาวเยอรมันเหล่านั้นได้วางแผนอะไรไว้บ้าง เขาได้วางกับดักเราไว้หลายอย่างแต่ก็เหนื่อยเปล่า เพราะเราไม่ได้หลงกลเข้าไปติดกับดักเหล่านั้นเลย

ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1944 คุณหมอเลงเยลได้รับหมายเรียกตัวไปที่สถานีตำรวจอีกครั้ง ซึ่งดิฉันรู้สึกหวั่นไหวตั้งแต่ตอนที่เขาเดินออกจากคลินิกแล้ว เมื่อไม่เห็นเขากลับบ้านก็ได้ไปถามข่าวคราวจากที่ต่างๆ มันเหมือนกับความฝันจริงๆเพราะไปได้ข่าวมาว่าสามีกำลังจะถูกเนรเทศไปอยู่ประเทศเยอรมันอย่างกะทันหัน

ดิฉันรู้สึกตกใจและวิตกกับข่าวนี้มากและในที่สุดก็ได้ข่าวเพิ่มเติมมาว่า สามีจะถูกส่งไปเยอรมันพร้อมกับขบวนรถไฟเที่ยวที่จะออกเดินทางภายในหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า

ดิฉันคิดอย่างไรหรือคะ? สามีของดิฉันเป็นศัลยแพทย์ที่มีชื่อเสียง ในขณะนั้นในประเทศเยอรมันกำลังขาดแคลนแพทย์ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขากำลังจะถูกส่งไปทำงานในโรงพยาบาลหรือคลินิกแห่งใดแห่งหนึ่งที่นั่น เมื่อดิฉันถามเจ้าหน้าที่ว่าผู้รับผิดชอบว่าจะไปอยู่ที่ไหน คำตอบที่ได้รับคือการยักไหล่ส่ายหน้า แสดงว่าไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้  เมื่อถามต่อไปว่าทางการจะอนุญาตให้ดิฉันร่วมเดินทางไปกับสามีได้หรือไม่? เจ้าหน้าที่เอสเอสบอกว่าไม่ขัดข้อง หากจะไปด้วยก็ไม่มีใครว่าอะไร ที่จริงแล้วเจ้าหน้าที่เอสเอสบอกด้วยซ้ำไปว่ามันไม่มีอะไรที่จะต้องน่ากลัว พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวปลอบโยนและส่งเสริมให้ดิฉันเดินทางไปเยอรมันกับสามีด้วยซ้ำไป

ดิฉันได้ตัดสินใจอย่างฉับพลันที่จะร่วมเดินทางไปกับสามี ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากนานัปการและแม้ว่าชีวิตที่เคยสะดวกสบายอาจจะต้องสิ้นสุดลงก็ตามที การที่จะต้องพลัดพรากจากกันนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าความลำบากที่รอคอยอยู่ข้างหน้า สงครามจะดำเนินต่อไปอีกนานสักกี่เดือนหรือกี่ปีก็ไม่มีใครทราบได้ และแนวรบก็คงจะเคลื่อนไกลออกไปเรื่อยๆซึ่งหากแยกกันอยู่เราคงต้องตัดขาดจากกันชั่วนิจนิรันดร์ 

การเดินทางไปด้วยกันนั้นอย่างน้อยก็จะทำให้ได้รับทราบชะตากรรมร่วมกัน เพราะอดีตที่ผ่านมาของเราเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น ซึ่งดิฉันได้อยู่เคียงข้างสามีตลอด ดังนั้นในอนาคตดิฉันจึงน่าจะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน

ดิฉันตัดสินใจเช่นนี้ทั้งๆที่ยังไม่รู้ชะตากรรมในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนที่ชั่วโมงอันระลึกใจนั้นจะผ่านพ้นไป ดิฉันได้กลับไปบ้านเพื่อบอกข่าวร้ายที่จะต้องจากไปนี้แก่บิดามารดาบังเกิดเกล้ากับลูกๆสองคนของดิฉัน

บิดามารดาของดิฉันได้พยายามคัดค้านไม่ให้ดิฉันเดินทางไปกับสามี”คิดให้ดีนะลูก” บิดาซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้อำนวยการเหมืองถ่านหินทรานซิลวาเนียให้เหตุผล”หากสามีของลูกถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารอยู่ในกองทัพ ลูกคงจะติดตามไปอยู่กับเขาไม่ได้หรอกนะ”

ดิฉันยังยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียวว่าจะต้องไปให้ได้ เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ได้รับคำมั่นสัญญาจากนายทหารเยอรมันแล้วไม่ใช่หรือว่า จะไม่มีอันตรายใดๆในการติดตามสามีไปในครั้งนี้ เราไม่มีเวลาถกเถียงกันต่อไปอีกแล้ว เวลาหนึ่งชั่วโมงกำลังใกล้จะหมดอยู่รอมร่อ  บิดามารดาเมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำให้ดิฉันเปลี่ยนใจได้ ท่านก็เลยตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับเราด้วย

 แน่นอนเหลือเกินเราไม่สามารถทิ้งลูกสองคนไว้ได้ เขาจำเป็นต้องเดินทางไปพร้อมกับเราด้วย เรารีบเก็บสิ่งของมีค่าบางชิ้นรวมทั้งสิ่งของจำเป็นสำหรับการเดินทางลงกระเป๋า รีบจับแท็กซี่เพื่อไปสมทบกับสามีซึ่งขณะนั้นถูกคุมตัวอยู่ในคุกชั่วคราว

เราไม่รู้ตัวเลยว่าถูกหลอก จนกระทั่งเมื่อไปยืนรวมกันอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟนั่นและ จึงได้เห็นเพื่อนบ้านและญาติมิตรของเราก็ไปรวมกันอยู่ที่นั่นด้วย ผู้ชายคนอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากถูกจับเหมือนกับที่เขาจับสามีของดิฉัน และครอบครัวก็ถูกชักชวนให้ร่วมเดินทางไปด้วย แต่ในขณะนั้นยังไม่มีใครนึกอะไรมากนัก

ขณะที่เกิดความสงสัยแปลกใจสมองหนักอึ้งมืดแปดด้านไม่ทราบว่าจะหันหน้าไปถามใครอยู่นั้น ทันใดนั้นเองเราเห็นทั่วบริเวณสถานีรถไฟมีทหารหลายร้อยคนถือปืนรายล้อมอยู่อย่างหนาแน่น สายเสียแล้วสำหรับใครที่คิดเปลี่ยนใจเดินทางกลับบ้าน เราต่างจับมือกันแน่นพยายามสงบสติอารมณ์เพื่อไม่ให้เด็กๆเกิดความหวาดกลัว

เราได้พบภาพที่เกิดขึ้นราวกับภาพในฝันร้าย ที่ชานชาลามีรถไฟขบวนยาวเหยียดจอดรออยู่ มันไม่ใช่รถไฟโดยสารแบบที่เคยเห็นกันทั่วไป แต่มันเป็นรถไฟที่ใช้บรรทุกสัตว์ ซึ่งแต่ละตู้แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนที่ถูกเนรเทศมา เสียงตะโกนโหวกเหวกและเสียงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวของพวกเขา ทำให้เรารู้สึกใจหายและตื่นเต้นตกใจยิ่ง แต่ละตู้มีป้ายติดบ่งบอกว่ามาจากที่ต่างๆทั้งจากประเทศฮังการี ยูโกสลาเวีย และโรมาเนีย แต่ไม่มีใครทราบว่ารถไฟขบวนนี้เริ่มเดินทางจากประเทศใด และจะไปสิ้นสุดที่จุดหมายปลายทาง ณ ที่ใด

ครั้นวาระของเรามาถึง เราก็สุดที่จะดื้อดึงและขัดขืนได้ พวกทหารได้เข้ามาผลักให้ขึ้นรถไฟ ในช่วงนี้เราดูไม่ผิดอะไรกับแพะหรือแกะที่ถูกบังคับให้ปีนขึ้นไปมนตู้บรรทุกสัตว์ที่ยังว่างอยู่ เมื่อเข้าไปอยู่ในตู้รถไฟแล้วเราก็ได้แต่เพียงพยายามที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบ ทันทีที่ประตูรถไฟถูกกระแทกปิดเสียงดังโครมคราม ดิฉันจำไม่ได้ว่าเราร้องไห้หรือตะโกนกันแน่ แล้วรถไฟก็เคลื่อนขบวนออกจากสถานีทันที

เก้าสิบหกชีวิตที่ถูกอัดเข้าไปในตู้รถไฟตู้นี้ ซึ่งจำนวนหนึ่งเป็นเด็กต่างก็ห่อตัวเบียดเสียดกันจนไม่มีที่ว่าง เก้าสิบหกชีวิตรวมทั้งผู้ใหญ่ชายหญิงและเด็กๆแออัดกันอยู่ในตู้รถไฟซึ่งเดิมใช้สำหรับบรรทุกม้าเพียงแปดตัวเท่านั้น ก็ดูไม่เลวเกินไปใช่ไหมคะ?
ในตู้รถไฟแออัดมากถึงขนาดพวกเราจำนวนครึ่งหนึ่งไม่มีที่พอจะนั่ง มันแสนจะทรมานอะไรอย่างนั้น ดิฉันสามีและลูกชายคนโตต้องยืนพิงกัน เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับให้บิดาดิฉันนั่ง บิดาของดิฉันจำเป็นต้องพักผ่อนให้มากๆเพราะท่านเพิ่งได้รับการผ่าตัดก่อนหน้านี้ไม่นานนัก

ชั่วโมงแรกผ่าไปโดยไม่มีปัญหา แต่พอชั่วโมงที่สองกำลังจะผ่านไปเราเริ่มรู้สึกว่าความเป็นอยู่ง่ายๆนี้มีปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมาเสียแล้ว เนื่องจากตู้รถไฟขบวนนี้ไม่มีห้องน้ำ แต่ยังโชคดีอยู่หน่อยที่แม่ลูกอ่อนหลายคนเห็นการณ์ไกลต่างได้นำกระโถนเด็กติดตัวมาด้วย ปัญหาเรื่องเข้าห้องน้ำจึงพอแก้ไขไปได้ โดยใช้ผ้าห่มมาถึงเป็นม่านบังตากั้นไว้ที่มุมตู้รถไฟ ปัสสาวะลงในกระโถนถ่ายของพวกเด็กๆแล้วก็นำไปเททิ้งทางหน้าต่างบานเล็กๆซึ่งมีอยู่ในตู้รถไฟเพียงบานเดียว แต่ไม่มีน้ำที่จะนำมาล้าง 

เราได้ร้องเรียกให้คนหาน้ำมาให้แต่ไม่มีใครนำมา รถไฟยังคงแล่นต่อไปโดยมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เราต่างก็ไม่ทราบจุดหมายปลายทางที่แท้จริง

ในขณะที่การเดินทางยังดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ขบวนรถไฟมรณะโคลงเคลงไปตามแรงสั่นสะเทือนอยู่แทบไม่ขาดระยะ ส่วนทางด้านธรรมชาติก็ช่างโหดร้ายไม่เป็นใจช่วยเหลือเอาเสียเลย แสงอาทิตย์ในฤดูร้อนแผดเผาจนฝาเหล็กตู้รถไฟร้อนระอุกระทั่งอากาศข้างในอุดอู้แทบจะหายใจไม่ออก ภายในตู้ก็แทบจะมืดสนิทเพราะแสงสว่างข้างนอกที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็กๆนั้นไม่พอที่จะทำให้ภายในตู้สว่างได้เท่าที่ควรต้องทนอึดอัดอยู่นานกว่าจะเกิดความรู้สึกชิน

ผู้ร่วมชะตากรรมที่เดินทางไปกับเราครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางและชนชั้นสูง ล้วนมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆด้วยกันทั้งสิ้น หลายคนเป็นนายแพทย์ เป็นวิศวกร เป็นสถาปนิก เป็นนักวิทยาศาสตร์ ส่วนคนอื่นๆก็ล้วนแต่มีอาชีพเป็นหลักเป็นฐานทั้งนั้น ซึ่งต่างก็พาสมาชิกครอบครัวร่วมเดินทางมาด้วย ในตอนแรกๆแม้ว่าเราจะประสบชะตากรรมอันเลวร้ายแต่ทุกคนก็พยายามเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน

 แต่ครั้นเวลาล่วงไปอีกหลายชั่วโมง บรรดาผู้ดีแปดสาแหรกหลายกลุ่มก็วาดลวดลายออกมา โดยครั้งแรกก็กระทบกระทั่งกันเล็กๆน้อยๆแต่ต่อมาได้กลายเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้บรรยากาศในตู้รถไฟจึงได้เริ่มเลวร้ายมากขึ้นตามลำดับ พวกเด็กๆร้องไห้กันกระจองอแง คนป่วยก็ครวญครางกันเอ็ดอึง ส่วนคนชราก็พากันบ่นจู้จี้ แม้แต่คนที่มีสุขภาพดีอย่างดิฉันก็รู้สึกอึดอัดพาลหงุดหงิดอยู่บ่อยๆ การเดินทางครั้งนี้นับว่าเป็นการเดินทางที่แสนหฤโหด น่าสลดใจอย่างแทบไม่น่าเชื่อ 

สภาพการณ์เช่นเดียวกันนี้คงจะมีอยู่ทั่วทุกตู้ของรถไฟขบวนนี้ และก็น่าจะมีในขบวนรถไฟอื่นๆอีกหลายขบวนที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมของยุโรปด้วย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟจากฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม ฮอลแลนด์ โปแลนด์ ยูเครน ประเทศต่างๆในแถบทะเลบอลติค(ลัตเวีย,ลิธัวเนีย,เอสโตเนีย, ฟินแลนด์) และจากคาบสมุทรบอลข่าน(ยูโกสลาเวีย, โรมาเนีย, อัลเบเนีย, กรีซ,ตุรกี) ซึ่งแต่ละขบวนต่างก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นดินแดนที่ไร้มนุษยธรรมแห่งเดียวกัน เราไม่มีโอกาสรู้เห็นปัญหาของคนเหล่านั้น ได้รู้แค่เพียงปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เท่านั้น

ในไม่ช้าสถานการณ์ก็เลวร้ายลงจนสุดที่จะทนทานได้ ทั้งผู้หญิงผู้ชายและเด็กต่างก็ดิ้นรนเพื่อหาที่นั่งที่นอนกันอย่างชุลมุน จนแลดุสับสนอลหม่านราวกับเป็นห้องขังของคนวิกลจริต

แต่ในที่สุดทุกคนก็ค่อยๆมีอารมณ์เยือกเย็นลงเนื่องมาจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและอ่อนเพลีย ความสงบเรียบร้อยจึงได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันกับนายแพทย์อีกคนได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ซึ่งต้องรับหน้าที่หนักมากคือมีหน้าที่ในการควบคุมและรักษาระเบียบวินัยรวมทั้งสุขศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ดูแลรักษาคนป่วย ช่วยระงับสติอารมณ์ของคนที่คลุ้มคลั่ง คอยควบคุมผู้ที่บ้าคลั่งอย่างรุนแรง ที่สำคัญที่สุดต้องมีหน้าที่รักษาขวัญและกำลังใจในหมู่พวกเรา ซึ่งเป็นภาระมอบหมายที่แทบจะทำไม่ได้ เพราะแม้แต่เราทั้งสองเองก็แทบจะถึงจุดสิ้นหวังอยู่เหมือนกัน

เราสามารถแก้ปัญหาได้ร้อยแปด แต่ปัญหาหนักที่สุดคือเรื่องอาหาร เพราะทหารเยอรมันที่ควบคุมมาได้ให้อาหารอะไรแก่เราเลย ส่วนอาหารที่เรานำติดตัวมาก็เริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นวันที่สามของการเดินทางเข้าไปแล้ว ดิฉันรู้สึกอึดอัดใจมาก ได้แต่รำพึงว่าผ่านพ้นไปสามวันแล้วหรือนี่?ต้องเดินทางรอนแรมต่อไปอีกสักกี่วัน?เรากำลังจะไปไหนกัน?

ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ เราหลายคนพากันกักตุนอาหาร ไม่ยอมแบ่งปันให้คนอื่น เพราะต่างมีความเชื่อว่า ตนจะถูกใช้ให้ไปทำงานเมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องมีอาหารเผื่อไว้ หากอาหารที่ได้รับแจกประจำวันไม่เพียงพอ ดิฉันสังเกตเห็นว่าสุขภาพพลานามัยของคนปกติได้เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆยิ่งผู้ที่อ่อนแออยู่ก่อนเมื่อตอนเริ่มออกเดินทางก็ยิ่งอ่อนแอและป่วยหนักยิ่งขึ้น ส่วนผู้ที่แข็งแรงมาแต่เดิมก็เริ่มอ่อนแอและเจ็บไข้ได้ป่วยไปตามๆกัน

หัวหน้าหน่วยเอสเอสที่คุมขบวนรถไฟนี้มา ได้มาปรากฏตัวที่หน้าต่างของตู้รถไฟ แสดงกิริยากักขฬะออกคำสั่ง”ถอดนาฬิกาข้อมือของพวกแกมาให้ข้าสามสิบเรือนเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ยอมถอดพวกแกตาย”

เขามาเก็บ ภาษี ตามแบบฉบับของเยอรมันเป็นครั้งแรก ซึ่งเราจำเป็นต้องมอบสิ่งของมีค่าให้จนเป็นที่พอใจ โธมัส ลูกชายของดิฉันเองก็ยอมถอดนาฬิกาข้อมือให้กับเขาด้วย นาฬิกาเรือนนี้เรามอบให้เป็นของขวัญเมื่อครั้งที่แกสอบไล่ได้ประถมปีที่สาม

“ปากกาหมึกซึมและเป๋าเดินทางของพวกแกด้วย” นั้นคือการเก็บ ภาษี ในครั้งต่อมา

“ถอดเครื่องประดับทองหยองของพวกแกมาด้วย แล้วข้าจะหาน้ำดื่มให้พวกแกหนึ่งถัง”

ลองคิดดูซิคะ น้ำหนึ่งถังต่อจำนวนคน 96 คนและในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็กๆเสีย 30 คน ซึ่งก็หมายความว่าแต่ละคนจะได้ดื่มน้ำกันเพียงคนละไม่กี่หยด และเป็นการดื่มครั้งแรกในช่วง 24 ชั่วโมงของวันนี้ด้วย

“ขอน้ำๆ”คนป่วยร้องระงมเมื่อถังน้ำถูกหย่อนลงมาจากหน้าต่าง

ดิฉันมองไปทางโธมัสลูกชายคนเล็ก เห็นกำลังจ้องมองไปที่ถังน้ำ ริมฝีปากแห้งผาก แกหันกลับมามองตาดิฉัน ซึ่งคงจะทราบว่าทุกคนต่างก็ต้องการน้ำด้วยกันทั้งนั้น ดิฉันเห็นลูกกลืนน้ำลายแต่ไม่ยอมขอ และก็ไม่มีใครแบ่งให้ เพราะมีคนกระหายต้องการดื่มยิ่งไปกว่าแก ดิฉันรู้สึกสงสารลูกอย่างจับใจจนน้ำตาซึม แต่ก็มีความภูมิใจที่ลูกมีความอดทนเป็นเลิศ

ถึงตอนนี้ เรามีคนป่วยในตู้รถไฟเพิ่มขึ้น สองคนป่วยเป็นโรคกระเพาะ อีกสองคนเป็นโรคผิวหนัง และอีกหลายคนเป็นโรคบิด
เด็กเล็กๆ 3 คนที่นอนอยู่ใกล้ประตูตัวร้อนนอนซมเพราะพิษไข้ นายแพทย์คนหนึ่งเข้าไปตรวจอาการ แล้วถอยกรูดออกมาด้วยอาการตื่นตระหนก เพราะเด็กทั้งสองนั้นนั้นเป็นไข้อีดำอีแดง ซึ่งเป็นโคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง

ดิฉันได้ยินแล้วรู้สึกขนลุก เพราะในสถานที่คับแคบอับๆปิดตายอย่างในตู้รถไฟเช่นนี้ มีทางที่ทุกคนจะติดเชื้อไข้อีดำอีแดงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะแยกเด็กทั้งสามคนออกไปอยู่ที่อื่น วิธีที่พอจะยับยั้งการแพร่กระจายของโรคที่สามารถทำได้วิธีเดียวเท่านั้น คือให้ผู้ที่อยู่ใกล้ๆนอนหันหลังให้เด็กทั้งสามคนนั้น

ตอนแรกทุกคนก็พยายามที่จะอยู่ห่างจากคนป่วย เพื่อหลีกเลี่ยงจากการติดเชื้อ แต่เมื่อผ่านไปหลายวันก็ไม่สนใจอันตรายที่จะเกิดจากโรคนั้นอีกต่อไป

วันต่อมาคหบดีชั้นนำจากเมืองครูซคนหนึ่งได้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย บุตรชายซึ่งเป็นแพทย์เข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆบิดาตลอดเวลา แต่เมื่อขาดยารักษาโรคและเครื่องมือแพทย์ที่ดีพอ นายแพทย์ผู้นั้นก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งมองดูบอดาตายไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่รถไฟกำลังแล่นไปอย่างไม่หยุดยั้ง

เขาได้แสดงถึงการมีกตัญญุตาธรรม โดยการพึมพำกล่าวนำบทสวดส่งวิญญาณศพให้แก่บิดา  ด้วยความโศกเศร้าใจจนน้ำตาคลอเบ้า อีกหลายคนก็พากันประสานเสียงสวดมนต์ด้วยความเต็มใจ มันเป็นภาพที่ชวนสังเวชใจที่สุด จนดิฉันก็ต้องร้องไห้ตามไปด้วย

เมื่อรถไฟจอดที่สถานีถัดไป ประตูถูกเปิดพร้อมกับมีทหารเยอรมันคนหนึ่งก้าวขึ้นมาบนตู้รถไฟ บุตรของผู้วายชนม์ร้องบอกทหารคนนั้นว่า “มีศพคนตายอยู่ในตู้นี้ เป็นศพคุณพ่อของผมเอง” “เก็บศพของพวกแกไว้เถอะ” ทหารเยอรมันอีกคนหนึ่งหันกลับมาตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม“อีกหน่อยพวกแกจะมีศพให้เก็บเพิ่มขึ้น”

เรารู้สึกสะเทือนใจกับการกระทำของทหารเยอรมันผู้ใจไม้ไส้ระกำคนนี้ ก็ได้แต่คิดว่าเมื่อถึงตอนที่มีศพคนตายเพิ่มมากขึ้นๆเราคงจะเกิดรู้สึกชาชินกับความใจร้ายของคนเยอรมันไปเอง

“สิ้นสุดกันที”ชายผู้หนึ่งแสดงออกทางสีหน้าว่าหมดอาลัยตายอยาก ในขณะที่ปิดเปลือกตาของภรรยาสุดที่รักซึ่งเพิ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

“ตายละสิ เราต้องเดินทางต่อไปอีกนานเท่าใดนะ”คุณแม่คนหนึ่งร้องไห้ฟูมฟาย ขณะที่ก้มตัวลงไปโอบกอดบุตรสาววัย 18 ปีซึ่งกำลังป่วยหลักอาการร่อแร่น่าวิตก วันนั้นเป็นวันที่ 5 หรือวันที่ 6 ของการเดินทาง ดิฉันก็จำไม่ได้เสียแล้ว

ตู้รถไฟบรรทุกสัตว์ได้กลายสภาพเป็นโรงฆ่าสัตว์ไปโดยปริยาย มีการสวดส่งวิญญาณศพบ่อยครั้งท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลดวังเวง พวกทหารหน่วยเอสเอสของเยอรมันไม่ยอมให้ฝังหรือเคลื่อนย้ายศพโดยเด็ดขาด เราจำเป็นจะต้องทนอยู่กับซากศพเหล่านั้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ผู้ที่ร่วมเดินทางอยู่ในตู้รถไฟตู้นี้จึงมีทั้งคนตาย คนป่วยโรคติดต่อ คนที่ระทมทุกข์เพราะโรคภัยไข้เจ็บคุกคาม คนกระหายน้ำ คนอดอาหาร และคนบ้า

ในวันที่ 7 เพื่อนของดิฉันคนหนึ่งชื่อออลลี ได้พยายามฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษ ออลลีดินทางมาพร้อมกับบุตรสองคนและบิดามารดา แต่เดิมเธออยู่ที่กรุงเวียนนาแต่ได้ลี้ภัยมาอยู่กับสามีที่เมืองครูซ สามีก็มีอาชีพเป็นแพทย์เช่นกัน คนครอบครัวนี้ต่างอ้อนวอนขอให้นายแพทย์เลงเยลสามีของดิฉันช่วยชีวิตของเธอ

ในขั้นต้นสามีของดิฉันจำเป็นต้องล้างท้องให้ออลลี ซึ่งจะทำได้ก็ต้องมีสายยาง แต่โชคดีอยู่หน่อยที่บิดาของดิฉันมีเครื่องสวนปัสสาวะติดตัวใช้เป็นประจำตั้งแต่เข้ารับการผ่าตัด ซึ่งเครื่องสวนปัสสาวะนี้ใช้อุปกรณ์สายยางด้วย สามีของดิฉันจึงได้เตรียมการที่จะใช้มันล้างท้องให้ ทั้งๆที่ไม่มีเครื่องมือทางการแพทย์อย่างอื่นๆ และไม่มีแสงสว่างเพียงพอ ปัญหาเรื่องสายยางหมดไป แต่ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ จะหาน้ำมาจากที่ไหน?

ที่จริงที่ก้นกระติกและขวดน้ำของบางคนยังมีน้ำที่กักตุนเอาไว้ แต่ก็ไม่มีใครยอมให้ง่ายๆต้องใช้วิธีการทั้งปลอบและข่มขู่ กว่าคนเหล่านั้นจะยอมช่วยกันเจียดน้ำให้

แม้จะเป็นไปด้วยความขลุกขลักทุลักทุเลสิ้นดี แต่การล้างท้องก็ประสบผลสำเร็จ สามารถช่วยชีวิตออลลีไว้ได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่วันต่อมาเฮอได้เสียชีวิตไปอย่างน่าเวทนายิ่ง

ตลอดระยะเวลาระหว่างการเดินทาง ดิฉันได้พยายามทำใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในตู้รถไฟนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นคนตาย คนป่วยหนัก กลิ่นเหม็นชวนสะอิดสะเอียน และภาพอันน่าสยดสยองต่างๆและเพื่อที่จะให้ลืมภาพเหล่านี้ จึงได้ขึ้นไปยืนบนกองกระเป๋าเดินทาง โผล่หน้าออกไปทางหน้าต่าง ทอดสายตามองทัศนียภาพอันสวยสดงดงามในย่านชนบทของเมืองทาทรัส

สองข้างทางรถไฟเต็มไปด้วยป่าสน บางแห่งเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี บางแห่งเป็นทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ บางแห่งก็มีบ้านหลังเล็กๆสวยงามปลูกเรียงรายอยู่สองข้างทางที่ผ่านไป ภาพความงดงามตามธรรมชาติก็ช่วยให้ลืมความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายในตู้รถไฟไปได้บ้าง

บางครั้งเมื่อรถไฟขบวนของเราผ่านสถานีที่มีขบวนรถไฟบรรทุกทหารและพยาบาลเป็นจำนวนมากจอดอยู่ พวกทหารเยอรมันได้แสดงกิริยาอาการหยิ่งยโสโอหังวางอำนาจ พวกเขาดื่มเหล้ากันไม่ว่าจะรบแพ้หรือชนะ ไม่ว่าจะเป็นทหารดีๆหรือทหารบาดเจ็บ ต่างก็แสดงกิริยาอาการดูถูกเหยียดหยามพวกเรา ซึ่งถูกเนรเทศขังอยู่ในตู้รถไฟบรรทุกสัตว์มา 

เราหลายคนเคยได้ยินวาจาก้าวร้าวดูหมิ่นเช่นนั้นมาด้วยหูตนเองจริงๆ ดิฉันเคยถามตัวเองอยู่เสมอว่า ทำไมนะคนในเครื่องแบบสีเขียวเหล่านั้นจึงพกไว้แต่ความโหดเหี้ยมแลละความจงเกลียดจงชังผิดมนุษย์ธรรมดาสามัญ ตลอดเวลาดิฉันไม่เคยเห็นพวกเขาแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาปรานีต่อผู้อื่นเลย

ในที่สุดหลังจากเดินทางรอนแรมมาครบเจ็ดวันเจ็ดคืน รถไฟทมฤตยูขบวนนี้ก็นำเรามาถึงจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง แต่ที่นี่คือที่ไหน?เป็นเมืองหรือเป็นป่า? เขาจะจัดการกับเราอย่างไร? เหล่านี้คือคำถามที่ทุกคนกำลังหาคำตอบอยู่ด้วยความตื่นเต้นและหวาดวิตก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น